จากบทความ http://msrivirat.blogspot.com/2009/09/blog-post.html และ http://msrivirat.blogspot.com/2009/09/blog-post_18.html
ตอบ
การเป็นผู้ประกอบการ หรือ ผู้ทำมาหากิน อันไหนจะดีกว่ากัน
ไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการหรือผู้ทำมาหากินก็ดีค่ะ ขึ้นอยู่กับบุคลคล สังคมและสิ่งแวดล้อมรอบๆตัวของบุคคลนั้น เป็นผู้ประกอบการ อาจจะต้องคิด ต้องเรียนรู้องค์ประกอบหลายๆอย่างเพื่อนำมาสู่การลงทุนทำธุรกิจที่ดี การวางแผนที่ดี เพื่อนำธุรกิจไปสู่ความสำเร็จ และผู้ประกอบการยังต้องแสวงหาความรู้ใหม่ๆ เพื่อให้ทันคู่แข่ง แล้วยังต้องปรับปรุงธุรกิจอยุ่เสมอ และต้องเข้าใจถึงความเสี่ยงต่างๆที่อาจะเกิดขึ้นกับธุรกิจของตัวเอง หากแก้ปัญหาไม่ทันอาจเกิดความเสียหายได้ ดังนั้นจะเป็นผู้ประกอบได้ จะต้องรู้จักเรียนรู้อยู่เสมอไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็ตาม
ส่วนการเป็นผู้ทำมาหากินก็ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้หลายๆองค์ประกอบเหมือนกับ
ผู้ประกอบการ ก็สามารถดำเนินชีวิต ดำเนินธุรกิจ บริหารครอบครัวให้พออยู่
พอกินได้ แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว
โดยไม่ต้องเรียนรู้องค์ประกอบหลายๆอย่างเหมือนผู้ประกอบการ ตัวอย่างเช่น คนขับแท็กซี่ เมื่อ
ประกอบอาชีพด้านนี้แล้วทำให้ ครอบครัวเขามีพออยู่
พอกิน ได้ช่วยเหลือสังคม แค่นี้ก็มีความสุขแล้ว แต่การเป็นผู้ประกอบการ
อาจจะต้องคิดจะทำยังไงให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้ ต้องมีการวางแผน และกลยุทธ์อีกหลายๆอย่าง
จึงมีความเสี่ยงตลอดเวลา
อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการหรือผู้ทำมาหากินแล้วก็ต้องมีการนำ
ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาประกอบด้วย และทำให้สังคม
ครอบครัวมีความสุขก็เพียงพอแล้ว
คนเกินร้อย หัวใจก็เกินร้อย (เรื่องสั้น เรื่องจริง)
อ่านแล้วได้ข้อคิดมากมายค่ะ แม้เราไม่จบการศึกษาสูงๆ ก็สามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข และแม้ว่าคนขับแท็กซี่คนนี้ จะเจอมรสุมปัญหาในช่วงแรกๆ แต่คนขับแท็กซี่คนนี้ก็สามารถลุกขึ้นสู้ จนผ่านมาได้ แม้ไม่ได้มีเงินทองมากมาย แต่คนขับแท็กซี่ ก็สามรถใช้ชีวิตบนสังคม คนรอบข้างล้วนมีความสุข ยิ้มไปกับการใช้ชีวิต แค่เรามีจิตใจที่เข้มแข็ง ไม่ว่าปัญหาจะใหญ่หรือเล็ก เราก็จะสามารถผ่านไปได้ ด้วยสองมือของเรา ความความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ จะทำชีวิตของผู้นั้นเจริญ
เป็นกำลังใจให้กับทุกคนที่กำลังมีปัญหา ขอให้สู้ต่อไปนะค่ะ ดังคำที่ว่า “ ถึงแม้จะจบเพียง ป.2 แต่หัวใจสู้เต็มร้อย ” ^___^
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น